html { -webkit-filter: grayscale(100%); -moz-filter: grayscale(100%); -ms-filter: grayscale(100%); -o-filter: grayscale(100%); filter: gray; filter: grayscale(100%); }
l>

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      

การตรวจการได้ยินในเด็ก

intimex 2.2

 

เทคโนโลยีด้านการตรวจมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น จึงทําให้สามารถประเมินได้ตั้งแต่แรกเกิด วิธีการประเมินการได้ยินในเด็ก แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ

 

 

 

 

 

 

1) อาศัยความร่วมมือในการตอบสนองต่อเสียง เด็กจะแสดงพฤติกรรมการตอบสนองเมื่อได้ยินหรือตอบสนองต่อเสียงตามเงื่อนไขที่นักแก้ไขการได้ยินกําหนด การตรวจวิธีนี้ประกอบด้วย

 

1.1   สังเกตพฤติกรรมการตอบสนองต่อเสียงที่ใช้กระตุ้น เปรียบเทียบกับการตอบสนองต่อเสียงของเด็กปกติ การตรวจนี้ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี

1.2 การตรวจการได้ยินด้วยเสียงบริสุทธิ์ ตรวจเด็กอายุตั้งแต่2ขวบขึ้นไป โดยปล่อยเสียงผ่านครอบหูหรือลําโพง เมื่อเด็กได้ยินการตอบสนองเงื่อนไขที่กําหนด เหมือนกับการเล่นหรืออาจใช้แรงเสริมทางสายตาให้ดูภาพ หรือสร้างแรงเสริมโดยการให้ของเล่นหรือขนม วิธีนี้เราสามารถตรวจวัดการได้ยินออกมาเป็นกราฟเหมือนการตรวจผู้ใหญ่

1.3 การตรวจการได้ยินด้วยเสียงพูด โดยการหาระดับเสียงพูดเบาที่สุดที่เด็กได้ยินและพูดตามแบบทดสอบคําพูด ซึ่งเป็นคําคู่ที่มีความหมายในภาษาไทยได้ถูกต้องร้อยละ 50 และหาความสามารถของประสาทหูในการจําแนกเสียงพูด โดยใช้แบบทดสอบคําพูดที่เป็นคํา พยางค์ ให้เด็กพูดตามคําพูดในแบบทดสอบจํานวน 25 คํา คําพูด 1 คําคิดคะแนนเป็นร้อยละ 4 ถ้าพูดถูก 25 คํา ได้เต็มร้อยแสดงว่าประสาทหูปกติถ้าเด็กไม่ยอมพูดเราก็อาจใช้แบบทดสอบที่มีรูปภาพให้เด็กชี้ภาพตามที่ได้ยิน

 

 2) อาศัยการตอบสนองทางสรีรวิทยา การตรวจแบบนี้ไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเด็กเราสามารถตรวจได้ในขณะที่เด็กหลับ ผลที่ได้จากการตรวจไม่เปลี่ยนแปลง การตรวจที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่

2.1 การตรวจเสียงสะท้อนจากเซลล์ขนในหูชั้นใน สามารถตรวจได้ในเด็กตั้งแต่แรกเกิดมีประโยชน์ในการคัดกรองการได้ยิน เพราะใช้เวลาตรวจน้อย ทราบผลทันทีค่าใช้จ่ายไม่สูง ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญสามารถฝึกพยาบาลให้ตรวจเด็กแรกเกิดก่อนที่แพทย์จะอนุญาตให้เด็กกลับบ้าน ซึ่งผลการตรวจจะบอกเพียงว่าผ่าน/ไม่ผ่าน หากมีการสูญเสียการได้ยินตั้งแต่ 30 เดซิเบลขึ้นไป ผลการตรวจจะไม่ผ่าน ซึ่งต้องทําการตรวจแบบวินิจฉัยต่อไป

2.2  การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง เพื่อหาตําแหน่งพยาธิสภาพในประสาทหูและประสาทการได้ยินส่วนกลาง และประมาณค่าระดับการได้ยินใน ผู้ป่วยที่ตรวจยากไม่ให้ความร่วมมือ การตรวจสามารถทําได้ตั้งแต่แรกเกิดขณะเด็กหลับ สามารถบันทึกผลเป็นคลื่นการได้ยินได้ การตรวจจะใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูง ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในการตรวจและแปรผล ผลที่ได้จะถูกต้องและแม่นยําสูง การตรวจแบบนี้เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัยการได้ยินกรณีผลคัดกรองการได้ยินไม่ผ่าน

2.3 การตรวจการได้ยินระดับก้านสมองชนิดแยกความถี่ เป็นการตรวจการได้ยินในลักษณะเดียวกันกับการตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง โดยการดัดแปลงเสียงที่ใช้กระตุ้นแบบแยกความถี่ตั้งแต่ 250–8,000 เฮิร์ท ซึ่งการตรวจแบบนี้จะให้รายละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม จึงเป็นที่นิยมในการตรวจวินิจฉัย กรณีเด็กที่มีความผิดปกติของการได้ยิน ทําให้ทราบข้อมูลระดับการได้ยินที่นําไปพิจารณาเลือกและประเมินเครื่องช่วยการได้ยินต่อไป

2.4 การตรวจสมรรถภาพหูชั้นกลาง ใช้ตรวจเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติของหูชั้นกลาง ที่พบบ่อยคือหูชั้นกลางอักเสบหลังการเป็นหวัด มีน้ําขังในหูชั้นกลาง และเด็กปากแหล่งเพดานโหว่ ซึ่งโครงสร้างของเพดานและกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถปรับสมดุลย์ของความดันในหูชั้นกลางกับความดันบรรยากาศ ทําให้เกิดภาวะน้ําขังในหูชั้นกลาง เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้มีความผิดปกติของการได้ยินแบบการนําเสียงเสื่อม สามารถรักษาได้ การตรวจชนิดนี้ขณะที่เด็กหลับสามารถตรวจได้โดยไม่ต้องรอการตอบสนองของเด็ก

 

 

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันศุกร์, 04 ตุลาคม 2556 17:22
ณธษา วีระชาติ
เสียงติ๊ก..ติ๊ก.. หันไปมองรอบห้องอยู่นานเพราะไม่รู้ว่าเสียงอะไร
ด.ช.พงษ์อุทัย สำราญคง
หลายคนที่บอกให้เก็บเงิน 8-9 แสน ไว้สร้างโอกาสทางการศึกษา ถึงวันนี้ฉันบอกได้แค่ว่า โอกาสทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าแกไม่ได้ยินและดีใจที่ตัดสินใจไม่ผิดเลย
ภัคจิราพร เจริญพันธุ์
การได้ยินเสียงต่างๆ ดีขึ้น การฟังดีขึ้นมาก เมื่อครูถามคำถามโดยไม่เห็นปาก ก็สามารถตอบได้