html { -webkit-filter: grayscale(100%); -moz-filter: grayscale(100%); -ms-filter: grayscale(100%); -o-filter: grayscale(100%); filter: gray; filter: grayscale(100%); }

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      

ปัญหาการได้ยินของผู้ใหญ่

hearing 3

หูตึงในผู้ใหญ่

    - หูตึง หมายถึง

    - หูกับการได้ยิน

    - สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหูตึง

    - วิธีการสังเกตว่าหูตึง

โดย รศ.พ.อ. พงษ์เทพ หารชุมพล 

หูตึง  เป็นความผิดปกติหอความบกพร่องของระบบการได้ยิน  ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นที่ส่วนของหูชั้นนอก หูชั้นกลาง หรือหูชั้นใน อย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือเกิดร่วมกันได้

หูตึง หมายถึง 

โดยปกติความสามารถในการได้ยินเสียงพูด มีค่าเฉลี่ยระดับการได้ยิน มากกว่า 25 เดซิเบล แต่ไม่เกิน 90 เดซิเบล  หูตึงที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง  คนหูตึงข้างเดียวจะมีปัญหาในการฟังและลำบากในการหาทิศทางของเสียง  ส่วนคนหูตึงทั้งสองข้างจะมีปัญหาทางการได้ยินต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับระดับการได้ยินว่ามากน้อยเพียงใด  หูตึงเล็กน้อยจะไม่ได้ยินเสียงพูดเบาๆ หรือเสียงกระซิบ  หูตึงปานกลางจะไม่ได้ยินเสียงพูดปกติ  หูตึงมากจะไม่ได้เสียงพูดดังๆ และหูตึงรุนแรงได้ยินเสียงตะโกนเล็กน้อยแต่จะได้ยินไม่ชัด


กลับด้านบน

กับการได้ยิน
 หู เป็นอวัยวะสำคัญ ทำหน้าที่รับเสียง และช่วยในการทรงตัว  หูแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • หูชั้นนอก ประกอบด้วย ใบหู ช่องหู และแก้วหู  โดยที่ใบหูจะทำหน้าที่ป้องเสียงเข้าสู่ช่องหู  และช่องหูเป็นทางนำเสียงไปสู่แก้วหู  ทำให้แก้วหูสั่น
  • หูชั้นกลาง ประกอบด้วย กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน  กระดูกหูทั้ง 3 ชิ้นจะต่อเรียงกัน  กระดูกค้อนจะติดอยู่กับ แก้วหู  พอแก้วหูสั่น กระดูกหู 3 ชิ้นก็จะสั่นตามไปด้วย  การสั่นภายในหูชั้นกลางถูกควบคุมด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็ก เพื่อป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดกับหูชั้นใน  ภายในหูชั้นกลางยังมีท่อสเตเชียนต่อระหว่างหูชั้นกลางกับช่องคอ  เพื่อปรับความดันอากาศในหูชั้นกลาง
  • หูชั้นใน  ประกอบด้วย อวัยวะส่วนการได้ยิน และส่วนการทรงตัว  หูชั้นในจะมีของเหลวบรรจุอยู่และมีเซลล์ขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อกระดูกโกลนสั่น ของเหลวในหูชั้นในจะสั่นเป็นคลื่น  คลื่นของเหลวจะไปกระตุ้นเซลล์ขนให้ปล่อยสัญญาณกระแสประสาทออกมา  จากนั้นก็จะถูกส่งไปตามเส้นประสาทหู  ผ่านก้านสมองไปสู่การแปลเสียงที่สมองส่วนการได้ยิน

   หูชั้นนอกและหูชั้นกลาง จะทำหน้าที่ในการนำเสียง  ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นจะเกิดอาการหูตึงชนิดการนำเสียงเสีย  ส่วนหูชั้นในจะทำ   หน้าที่เปลี่ยนเสียงให้เป็นสัญญาณกระแสประสาท เพื่อส่งไปยังสมอง  ถ้าสมองอ่านสัญญาณที่รับมาได้ เสียงที่ได้ยินจะชัดเจน  แต่ถ้าสัญญาณส่งมาผิดเพี้ยนจากเซลล์ขนหรือเส้นประสาททำงานบกพร่อง จะทำให้ได้ยินเสียงไม่ชัดเจน  ความผิดปกติของหูชั้นใน เรียกว่า   หูตึงชนิดประสาทหูเสื่อม

 กลับด้านบน

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหูตึง
   หูชั้นนอก มีส่วนทำให้เกิดอาการหูตึงชนิดการนำเสียงเสีย  เมื่อมีการอุดตันทางเดินของเสียง  ปัญหาที่พบมีดังนี้

ขี้หูอุดตัน  ขี้หูสร้างมาจากต่อมขี้หูภายในช่องหู  คนที่มีช่องหูแคบจากการอักเสบ หรือมีกระดูกงอกของช่องหู  ขี้หูจะอุดตันได้ง่าย และคนที่ชอบแคะหูหรือปั่นหูบ่อยๆ ด้วยสำลีที่ใหญ่เกินไป  สำลีจะดันขี้หูให้อัดแน่นจนอุดตันช่องหู  เกิดอาการหูตึงได้ หรือบางคนมี  การสะสมขี้หูภายในช่องหู แต่ไม่ถึงขั้นอุดตัน พอมีรูให้เสียงผ่านได้  แต่ขณะอาบน้ำถ้ามีน้ำเข้าหู ทำให้ขี้หูเปียกและพองตัว อุดตันช่องหู  เราจะรู้สึกหูอื้อทันที  ขี้หูอุดตันนั้นทำให้เกิดอาการหูตึงชนิดการนำเสียงเสียแบบชั่วคราว  เมื่อเอาขี้หูออก ก็สามารถกลับมาได้ยินเป็น  ปกติอีกครั้งได้

  1. หูชั้นนอกอักเสบ
  2. มะเร็งของช่องหู
  3. เนื้องอกในช่องหู
  4. แก้วหูฉีกขาดจากอุบัติเหตุ

   หูชั้นกลาง อาจเกิดอาการหูตึงชนิดการนำเสียงเสีย  ปัญหาที่พบมีดังนี้

1.หูน้ำหนวกเกิดจากการอักเสบของหูชั้นกลางสาเหตุสำคัญมาจากการอุดตันของท่อยูสเตเชียนซึ่งจะเป็นหลังจากการเป็นหวัดคัดจมูก คออักเสบ โรคภูมิแพ้เรื้อรังโรคหูน้ำหนวกมีหลายชนิด ได้แก่

-          โรคหูน้ำหนวกชนิดแก้วหูไม่ทะลุ

-          โรคหูน้ำหนวกชนิดแก้วหูทะลุ

-          โรคหูน้ำหนวกชนิดอันตราย

1.1. โรคโอโตสเคลอโรซิส หรือโรคหินปูนเกาะกระดูกหูเป็นความผิดปกติของหูชั้นกลาง  ทำให้กระดูกใหม่งอกขึ้นมาซึ่งมักงอกขึ้นมายึดกระดูก โกลน  ทำให้การสั่นของกระดูกผิดปกติเกิดอาการหูตึงชนิดการนำเสียงเสีย  บางรายมีเสียงดังในหูร่วมด้วยโรคนี้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายโรคนี้จะต้องรักษาโดยการผ่าตัด หรือใส่เครื่องช่วยฟัง

1.2. กระดูกหูชั้นกลางหัก หรือหลุดจากอุบัติเหตุได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรงที่ศีรษะ  ทำให้กระดูกหูชิ้นกลางหัก หรือหลุดออกจากกัน  อาการจะรู้สึกหูอื้อ หูตึงทันทีหลังอุบัติเหตุ  รักษาโดยการผ่าตัด

 

 

   หูชั้นใน  ทำให้เกิดอาการหูตึงชนิดประสาทหูเสื่อม ปัญหาที่พบมีดังนี้

  • หูตึงในคนสูงอายุ  คนอายุเกิน 50 ปี เซลล์ต่างๆ ของร่างกายจะค่อยๆ เสื่อมไปตามอายุขัย  ในส่วนหูชั้นในพบว่า  เซลล์ขนในหูชั้นในและ เส้นประสาทหูค่อยๆ เสื่อมไป โดยเฉพาะเซลล์ขนส่วนฐานของคอเคลียร์จะเสื่อมไปก่อน  ทำให้สูญเสียการได้ยินช่วงเสียงแหลมเมื่ออายุมากขึ้น การเสื่อมนั้นจะลามไปช่วงความถี่กลางสำหรับฟังเสียงพูด  ทำให้คนสูงอายุเริ่มหูตึง ฟังเสียงไม่ชัดเจนถึงจะพูดเสียงดังขึ้น  คนสูงอายุก็จะบ่นว่าได้ยินแต่ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะเซลล์ขนแปลสัญญาณผิดเพี้ยนไป ทำให้สมองอ่านสัญญาณไม่ออก  อาการหูตึงในคนสูงอายุจะรักษาไม่ได้  การใส่เครื่องช่วยฟังจะช่วยให้ได้ยินได้
  • หูตึงจากเสียงดัง  เสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบล สามารถทำลายเซลล์ขนในหูชั้นใน  จะทำให้หูตึงชนิดประสาทหูเสื่อมได้ อาการหูตึงจากเสียงดังมี ลักษณะคือ  หูตึงแบบชั่วคราว และหูตึงแบบถาวร  ซึ่งคนที่สัมผัสเสียงดังซ้ำๆ จะเป็นอาการหูตึงจากเสียงดัง  ซึ่งรักษาไม่ได้  วิธีที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงจากการสัมผัสกับเสียงดัง  และถ้าเป็นอาชีพที่ต้องอยู่กับเสียงดังเป็นประจำ จะต้องใส่เครื่องป้องกันเสียง
  • โรคมินิแอร์ หรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน  เกิดจากความดันของของเหลวในหูชั้นในสูงเกินปกติ  ทำให้เซลล์ขนของหูชั้นในถูกทำลาย  อาการที่สำคัญ ลักษณะ ได้แก่ หูตึงชนิดประสาทหูเสื่อม  มีเสียงดังรบกวนในหู  และมีเวียนศีรษะ ระยะแรกอาการหูตึงจะเป็นๆ หายๆ และเริ่มสูญเสียการได้ยินที่เสียงทุ้มก่อน  เวลาผ่านไปอาการจะเริ่มรุนแรงมากขึ้น คือเวียนศีรษะบ้านหมุนอย่างรุนแรง คลื่นไส้ และอาเจียน  จะต้องไปพบแพทย์ หู คอ จมูก ซึ่งจะทำการรักษาด้วยยา  ถ้ารักษาไม่ได้ผล  แพทย์อาจรักษาด้วยการผ่าตัด
  • หูตึงจากยา  เกิดจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ไข สารประกอบบางชนิดจำพวกสารหนู ตะกั่ว ปรอท และยาปฏิชีวนะ แก้อักเสบต่างๆ  หูตึงจากยาส่วนใหญ่จะเป็นทั้งสองข้าง  อาการจะเป็นทีละน้อยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางรายหยุดยาแล้วค่อยๆ ดีขึ้น หรือคงเดิม แต่บางรายขณะรับยาอาการยังไม่เกิดขึ้น  แต่หลังจากหลายเดือนอาการจะเริ่มปรากฏ  เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการ จึงไม่ควรซื้อยาใช้เอง ถ้าได้รับยาจากแพทย์แล้วมีอาการหูอื้อ มีเสียงดังรบกวนในหู ควรรีบกลับไปพบแพทย์คนเดิมทันที  เพื่อแพทย์จะไปได้ปรับยาที่เหมาะสมให้
  • หูตึงจากเนื้องอกของเส้นประสาทหู  อาการมีดังนี้  

                 1.  หูเสื่อมข้างเดียว ค่อยๆ เป็นมากขึ้นทีละน้อย

                 2.  มีเสียงดังรบกวนในหูข้างที่ตึงเป็นเสียงแหลม 

                 3.  หูข้างที่ตึงยังพอได้ยินเสียง  แต่ฟังคำพูดไม่เข้าใจ  สังเกตจากการฟังโทรศัพท์  

                 4.  ถ้าก้อนเนื้องอกโต จะไปกดเส้นประสาทตา ทำให้ตาดำหมดความรู้สึก หรือไปกดเส้นประสาทเลี้ยงใบหน้า ทำให้หน้าเบี้ยว ตาหลับไม่ลง      

                 5.  มีการทรงตัวไม่ดี เดินเซ  คนส่วนมากที่หูตึงข้างเดียวจะไม่รู้ตัวว่า มีความผิดปกติการได้ยิน  เพราะหูข้างที่ดีทำหน้าที่แทนได้ เราสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการง่ายๆ คือการฟังโทรศัพท์เปรียบเทียบกันระหว่างหูทั้งสองข้าง  จะทำให้ทราบว่ามีปัญหาการได้ยินในหูข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่  โรคเนื้องอกของเส้นประสาทรักษาด้วยการผ่าตัด

  • หูตึงเฉียบพลัน หรือหูดับ  จะเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้  หูตึงเฉียบพลันมักเป็นในหูข้างเดียว  สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อของหูชั้นใน  เลือดมาเลี้ยง หูชั้นในไม่เพียงพอ  หรือเกิดจากเนื้องอกของเส้นประสาทหูกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน อาการดังกล่าวไม่ควรปล่อยปละละเลย  ควรรีบไปพบแพทย์ หู คอ จมูก ให้เร็วที่สุด
  • หูตึงจากอุบัติเหตุของหูชั้นใน  เกิดจากการถูกตี  ได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณกกหู  หรือถูกตีบริเวณด้านหลังศีรษะ  ทำให้กระดูกหูชั้นใน   แตกร้าว  จะมีหูตึงชนิดประสาทหูเสื่อมในระดับเล็กน้อยถึงหูหนวกได้  ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอุบัติเหตุและลักษณะการแตกร้าวของกระดูก อาการมีเสียงดังในหู เดินเซ หรือเวียนศีรษะร่วม  ถ้าเส้นประสาทใบหน้าได้รับอันตราย  จะมีอาการชาบริเวณใบหน้าข้างเดียวกับหูที่ได้รับอุบัติเหตุ ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

กลับด้านบน

วิธีการสังเกตว่าหูตึง
   วิธีการสังเกตง่ายๆ คือ

  • ฟังเสียงกระซิบ หรือเสียงถูนิ้วระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ใกล้ใบหู ซึ่งปกติเสียงกระซิบจะได้ยินดังประมาณ 30 เดซิเบล ถ้าไม่ได้ยินให้สงสัยว่าอาจมีปัญหาการได้ยิน
  • สามารถไปขอตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยินตามโรงพยาบาล หรือศูนย์บริการเอกชนต่างๆ ได้  การตรวจจะใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที  ผู้ตรวจ จะให้เราฟังเสียงพูด หรือเสียงบริสุทธิ์ความถี่ต่างๆ ผ่านทางหูฟัง  หรือใช้อุปกรณ์พิเศษผ่านทางกระดูก  จะทำให้ทราบผลทันทีหลังการตรวจ ถ้ามีการได้ยินผิดปกติ  จะทราบเกี่ยวกับต้นเหตุของความผิดปกติ  ส่วนใหญ่ถ้าเป็นความผิดปกติของหูชั้นนอกและหูชั้นกลางแพทย์สามารถรักษาได้ แต่ถ้ามีความผิดปกติของหูชั้นในส่วนใหญ่จะรักษาไม่ได้  ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง  ยกเว้นหูตึงชนิดประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน บางรายการรักษาทางยา อาจจะช่วยให้การได้ยินดีขึ้น

   การสูญเสียการได้ยินสามารถทำให้พวกเรารู้สึกแตกแยก  อารมณ์แปรปรวน  และหมดหวัง  เหมือนว่ามันกลายเป็นความยากลำบากมาก และมากขึ้นในการ สื่อสารกับคนในครอบครัว ในที่ทำงาน และในสังคม  เรามักจะหลีกหนีออกจากชีวิตเหล่านั้น  คุณอาจจะสบายใจเมื่อรู้ว่า การรักษาการได้ยินที่ถูกต้อง สามารถช่วยคนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาการได้ยินให้สามารถได้ยินอีกครั้ง  แม้ผู้ที่หูหนวกแล้วก็ตาม การเรียนรู้เกี่ยวกับการสูญเสียการได้ยิน การรักษาที่ เหมาะสม  และสถานที่ขอรับความช่วยเหลือ คือ ขั้นตอนแรกเพื่อการได้ยินที่ดีในอนาคต

กลับด้านบน

 

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันศุกร์, 04 ตุลาคม 2556 16:06
ณธษา วีระชาติ
เสียงติ๊ก..ติ๊ก.. หันไปมองรอบห้องอยู่นานเพราะไม่รู้ว่าเสียงอะไร
ด.ช.พงษ์อุทัย สำราญคง
หลายคนที่บอกให้เก็บเงิน 8-9 แสน ไว้สร้างโอกาสทางการศึกษา ถึงวันนี้ฉันบอกได้แค่ว่า โอกาสทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าแกไม่ได้ยินและดีใจที่ตัดสินใจไม่ผิดเลย
ภัคจิราพร เจริญพันธุ์
การได้ยินเสียงต่างๆ ดีขึ้น การฟังดีขึ้นมาก เมื่อครูถามคำถามโดยไม่เห็นปาก ก็สามารถตอบได้